
กล้า กล้าหน่อย กล้าไม๊ที่จะปล่อย มันเป็นคำพูดที่ยากจะอธิบาย ในเรื่องของการปฏิบัติ เพราะการกล้าปล่อยแม้กระทั่งการปฏิบัติธรรม คือการปล่อยให้ธาตุรู้ได้ทำงานอย่างอิสระ "รู้" โดยไม่มีการแทรกแซงใดๆ บางครั้งครูบาอาจารย์ก็บอกว่า ให้รู้ซื่อๆ หรือรู้ตรงๆ ไปเลย ก็คือการรู้ไปตามสภาวะเป็นจริงในปัจจุบัน แต่คนที่จะภาวนามาถึงจุดนี้ได้นั้น ต้องอาศัยเดินมาระยะหนึ่ง จากทาน ศีล ภาวนา พอภาวนาเป็น ก็จะเริ่มหาวิธีการที่จะทำให้ดีขึ้นไปอีก ซึ่งเป็นการกระทำที่ตกหลุมพรางของกิเลสเข้าให้แล้ว การพยายามทำทุกอย่างนั้น มีสัญญเจตนาที่มีการกระทำ ซึ่งไม่พ้นการทำสมถะ จิตจะแสดงอาการนิ่งมากกว่าที่เคยเป็น ทำให้เรามองไม่เห็นกิเลสในจิต ไม่เห็นการเคลื่อนไหวของจิต ซึ่งทำให้เราไม่เห็นไตรลักษณ์นั่นเอง แต่การที่คนภาวนามาขึ้นขั้นนี้แล้ว จะหยุดการกระทำของจิตไม่ง่ายเลย เพราะการจงใจหยุดก็คือการทำสมถะให้จิตหยุดนิ่ง เป็นการจงใจที่ไม่สังเกตดีๆ ก็ไม่สามารถรู้ได้ บางครั้งก็เรียกว่า เป็นกิเลสละเอียด
ครูบาอาจารย์เคยบอกว่า กิเลสหยาบละเอียดไม่เป็นประมาณ หมายถึงว่า จะหยาบหรือละเอียดไม่สำคัญ สำคัญที่เรารู้เท่าทันต่างหาก แต่พอกิเลสละเอียดขึ้นตามคุณภาพจิตที่ละเอียดขึ้น กลับทำให้เราไม่เห็นกิเลส นึกว่าเป็นธรรมด้วยซ้ำ หลุมพรางอันใหญ่ที่นักภาวนาไปตกอยู่ เป็นการสร้างภพต่างๆ ขึ้น แต่เมื่อใดที่เราทราบว่าจิตกำลังสร้างภพ ก็สามารถหลุดออกมาได้ เพียงอาศัยสติสัมปชัญญะ และกำลังของสัมมาสมาธิ(จิตที่ตั้งมั่น) แต่ปัญหาของเราก็คือ เรากล้าพอไม๊ ที่จะไม่ปฏิบัติ ไม่สร้างภพของนักปฏิบัติขึ้นมา หรือสร้างภพอื่นอีก เช่น ภพของความว่าง ภพของการไม่ยึดถือ (นั่นก็ไม่เอานี่ก็ไม่เอา แต่เป็นการเอาสิ่งที่เรียกว่าไม่เอานั่นเอง) ทุกอย่างไม่เกินโยนิโสมนสิการของจิต เมื่อได้ฟังคำครูบาอาจารย์ซึ่งเป็นกัลยาณมิตร ได้บอกธรรมที่เปรียบเสมือน ปรโตโฆษะ สามสิ่งสำคัญของนักภาวนา





