Tuesday, September 06, 2011

กล้า กล้าหน่อย



กล้า กล้าหน่อย กล้าไม๊ที่จะปล่อย มันเป็นคำพูดที่ยากจะอธิบาย ในเรื่องของการปฏิบัติ เพราะการกล้าปล่อยแม้กระทั่งการปฏิบัติธรรม คือการปล่อยให้ธาตุรู้ได้ทำงานอย่างอิสระ "รู้" โดยไม่มีการแทรกแซงใดๆ บางครั้งครูบาอาจารย์ก็บอกว่า ให้รู้ซื่อๆ หรือรู้ตรงๆ ไปเลย ก็คือการรู้ไปตามสภาวะเป็นจริงในปัจจุบัน แต่คนที่จะภาวนามาถึงจุดนี้ได้นั้น ต้องอาศัยเดินมาระยะหนึ่ง จากทาน ศีล ภาวนา พอภาวนาเป็น ก็จะเริ่มหาวิธีการที่จะทำให้ดีขึ้นไปอีก ซึ่งเป็นการกระทำที่ตกหลุมพรางของกิเลสเข้าให้แล้ว การพยายามทำทุกอย่างนั้น มีสัญญเจตนาที่มีการกระทำ ซึ่งไม่พ้นการทำสมถะ จิตจะแสดงอาการนิ่งมากกว่าที่เคยเป็น ทำให้เรามองไม่เห็นกิเลสในจิต ไม่เห็นการเคลื่อนไหวของจิต ซึ่งทำให้เราไม่เห็นไตรลักษณ์นั่นเอง แต่การที่คนภาวนามาขึ้นขั้นนี้แล้ว จะหยุดการกระทำของจิตไม่ง่ายเลย เพราะการจงใจหยุดก็คือการทำสมถะให้จิตหยุดนิ่ง เป็นการจงใจที่ไม่สังเกตดีๆ ก็ไม่สามารถรู้ได้ บางครั้งก็เรียกว่า เป็นกิเลสละเอียด






ครูบาอาจารย์เคยบอกว่า กิเลสหยาบละเอียดไม่เป็นประมาณ หมายถึงว่า จะหยาบหรือละเอียดไม่สำคัญ สำคัญที่เรารู้เท่าทันต่างหาก แต่พอกิเลสละเอียดขึ้นตามคุณภาพจิตที่ละเอียดขึ้น กลับทำให้เราไม่เห็นกิเลส นึกว่าเป็นธรรมด้วยซ้ำ หลุมพรางอันใหญ่ที่นักภาวนาไปตกอยู่ เป็นการสร้างภพต่างๆ ขึ้น แต่เมื่อใดที่เราทราบว่าจิตกำลังสร้างภพ ก็สามารถหลุดออกมาได้ เพียงอาศัยสติสัมปชัญญะ และกำลังของสัมมาสมาธิ(จิตที่ตั้งมั่น) แต่ปัญหาของเราก็คือ เรากล้าพอไม๊ ที่จะไม่ปฏิบัติ ไม่สร้างภพของนักปฏิบัติขึ้นมา หรือสร้างภพอื่นอีก เช่น ภพของความว่าง ภพของการไม่ยึดถือ (นั่นก็ไม่เอานี่ก็ไม่เอา แต่เป็นการเอาสิ่งที่เรียกว่าไม่เอานั่นเอง) ทุกอย่างไม่เกินโยนิโสมนสิการของจิต เมื่อได้ฟังคำครูบาอาจารย์ซึ่งเป็นกัลยาณมิตร ได้บอกธรรมที่เปรียบเสมือน ปรโตโฆษะ สามสิ่งสำคัญของนักภาวนา

Monday, October 25, 2010

หน้าที่ของชาวพุทธ


ขออำนาจแห่งท่านท้าวเวสสุวรรณผู้มีศรัทธาปกป้องศาสนา

เรื่องขัดแย้งของชาวพุทธ มีมานานแล้ว ระหว่างสำนัก ระหว่างครูบาอาจารย์ ระหว่างนิกาย และระหว่างปริยัติกับปฏิบัติ เรื่องนี้เป็นเรื่องแปลก และเป็นเรื่องเฉพาะของชาวพุทธ ที่มีมานานตั้งแต่สมัยพุทธกาลก็ว่าได้ ทำให้พระพุทธองค์เคยเสด็จหนีไปอยู่ป่าลำพังที่ป่าเลไลก์ มีช้างมาคอยอุปฐาก และตอนหลังก็มีลิงมาช่วยอุปฐาก เรื่องนี้อาจจะแสดงให้เห็นความเป็นเฉพาะตัวของชาวพุทธ ก็คือ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่สอนเน้นไปเรื่องปัญญา เรื่องของสติปัญญาที่เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล

ถ้าเราศึกษาแก่นธรรมจริงๆ จะพบว่า ศาสนาพุทธเน้นไปเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ที่จะทำตนให้พ้นจากทุกข์โดยสิ้นเชิง แต่พ้นทีละคน แบบตัวใครตัวมัน แม้จะมีนิกายมหายาน (ยานใหญ่) ที่หวังจะพาคนไปเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่พ้นว่า แต่ละคนต้องศึกษาปฏิบัติด้วยตนเอง ตั้งแต่ ทาน ศีล ภาวนา มันจึงทำให้หนีไม่พ้นที่จะปะทะกับทิฏฐิของแต่ละคนเป็นอันดับแรก และค่อยๆ รวม ผู้มีทิฏฐิเดียวกันเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน หรือบางท่านอาจจะอยู่ภาวนาเพียงลำพังเลยก็มี

หลายๆ ท่านเคยคิดที่จะรวม หรือรวบรวมชาวพุทธให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง แต่ก็ไม่สามารถทำได้ และไม่สามารถอยู่ได้นาน อาจจะสามารถรวมได้ในระยะนึง แล้วก็ถูกทำลายลงโดยง่าย เรื่องนี้มีคนคิดวิเคราะห์กันมากมาย แต่ไม่สามารถสรุปได้ออกมาอย่างชัดเจน คนที่คิดจะทำงานนี้ จึงถูกทำลายเป็นอันดับแรก ไม่ต้องบอกว่าโดยใคร เพราะมันทำให้เรื่องยิ่งยุ่งยากเข้าไปอีก ชาวพุทธไม่มีนโยบายในการทำลายล้างใครนอกจากกิเลสของตนเอง

แล้วในฐานะชาวพุทธคนนึง ไม่ว่าโดยทะเบียนบ้าน หรือโดยความรู้สึกสำนึกและเข้าใจในสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสอน เราคิดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เราทำอะไรได้บ้างในฐานะชาวพุทธคนนึง เรารักษาศาสนาจริงหรือเราเองเป็นผู้ที่กำลังทำลายศาสนา เราทำให้คนอื่นเห็นว่าเราไม่มีธรรมะคุ้มครองจนทำให้เราแตกแยกกันเอง หรือมีคนทำให้แตกแยก เราแสดงตนเป็นผู้มีธรรมแล้วจริงหรือ ไม่ว่าในระดับไหนก็ตาม เราถูกขัดเกลากิเลสได้บ้างตามที่พระพุทธองค์ทรงสอนได้จริงหรือไม่ เรายังมีมานะอัตตา มีอกุศลจิตที่คิดแต่จะทำลาย แม้คนในศานาเราเอง รวมทั้งผู้ที่พยายามศึกษาปฏิบัติหรือเปล่า เราเป็นผู้ทำลายศรัทธาของผู้ที่เข้ามาศึกษาหรือไม่ หรือเราคิดว่า ต้องศึกษาแบบฉบับของเราเท่านั้น จึงถือว่า ถูกต้อง ตรงทาง เราได้ทบทวน ศึกษาปริยัติปฏิบัติให้ัสอดคล้องกันจริง และได้ผลของการปฏิบัติที่ตรวจสอบได้จริงหรือเปล่า

Tuesday, October 19, 2010

เลิกฟุ้งเลยเลิกเขียน


ไม่ได้เขียนเพราะว่าการปฏิบัติไม่ได้มีอะไรก้าวหน้า หรือว่าเลิกฟุ้งเลยไม่อยากเขียน แต่ในความเป็นจริงนั้น มันมีหลายๆ สิ่งรวมอยู่ในนั้น มันเป็นการปฏิบัติที่เห็นความก้าวหน้าน้อย หรือสั่งสมปัญญาทีละน้อย แต่จะบอกว่าเลิกฟุ้งซ่านแล้วนั้น น่าจะเป็นความจริงน้อยที่สุด เพราะปกติของจิตก็มีสงบและฟุ้งซ่าน ไม่ว่าเรื่องนั้นก็เรื่องนี้เป็นปกติ เพราะตราบใดที่เรายังไม่รู้แจ้งในกายใจนี้ กายใจก็ทำงานไปตามปกติ คือ มีความสงบและฟุ้งซ่าน แต่ทั้งความสงบและความฟุ้งซ่านนั้น เรา "รู้" และ "เป็นกลาง" กับสภาวะนั้นๆ หรือไม่ นี่เป็นการสั่งสมปัญญา แม้จะเพียงเล็กน้อยมากๆ ก็ตาม เปรียบเสมือนเรากำลังรับประทานอาหาร รอวันที่จะอิ่ม หรือรอวันที่จิตจะยอมรับความเป็นจริงเท่านั้นเอง

ธรรมะจริงสำหรับคนๆ หนึ่งมีนิดเดียว แต่ธรรมะที่นิดเดียวนี้ คือกำไม้ในกำมือที่เป็นตัวแทนของใบไม้ทั้งป่า เราเข้าใจธรรมะในกำมือ เราก็เข้าใจใบไม้ทั้งป่าได้ แต่ความที่เราสั่งสม "ความไม่รู้" มาช้านาน ทำให้เราไม่สามารถ "เข้าใจ" ได้จริง ยิ่งคิดก็ยิ่งโง่ เพราะการคิดนั่นเองปิดบังเราไว้ แต่เราก็รู้จักทำอย่างเดียวคือคิดเอา แถมบางครั้ง ยังไม่อาจจรู้จักว่า "นี่คือความคิด" เพราะเราชำนาญในการคิด มันเคยชินซะแล้ว กว่าจะมาเป็นผู้รู้แทนผู้คิด จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

Saturday, July 10, 2010



ในที่สุด....วันนี้เราก็เข้าใจอะไรมากขึ้น.....ได้รู้ว่า เกิดมาทำไม เกิดมาทำอะไร....และรู้ว่าต่อไปจะต้องทำอะไรและจะทำอย่างไร
ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเราเลยที่จะได้รู้สิ่งเหล่านี้ เราเฝ้าถามตัวเอง และสังเกตตัวเอง นอกเหนือจากการภาวนาตามรู้กายใจของตัวเองแล้ว ก็คอยสังเกตสิ่งที่เข้ามา สิ่งที่เกิดขึ้น มันเหตุมาจากไหน ทำไม เราภาวนาแล้วเราเหมือนเข้าใจหมด แต่กลับไม่กระจ่างแจ้ง เพราะเราทำหลายอย่างไปด้วยกัน เลยขาดคุณภาพ มีแต่สัญญาที่ยังไม่สามารถกลั่นเป็นปัญญาได้อย่างแท้จริง
วันนี้แม้ตายก็ไม่เสียดายแล้ว เพราะได้ทำ ในสิ่งที่ควรทำ ได้รู้...สิ่งที่ควรรู้.....ได้เห็นหนทางการเดินทาง....ร่องรอย...ของตัวเองและเส้นทางที่ทอดไปข้างหน้า เรามั่นใจ เกิดความตั้งใจมั่น มีสติ มีสมาธิบริบูรณ์ด้วยความเข้าใจ มีแต่ทำให้พอเท่านั้น จนกว่าจิตจะพอด้วยตัวของเขาเอง เขามีภาระ มีหน้าที่และได้ค้นพบสิ่งที่ค้นหามานานแสนนาน
พระผู้เป็นดวงตาของโลก ความเมตตาของพระผู้บริสุทธิ์ไม่มีประมาณ เราได้รับ เราได้รู้....และซาบซึ้งอย่างยิ่ง แม้จะใช้เวลามากไปหน่อยจนเกือบจะหมดชีวิตนี้แล้ว แต่วันนี้เราไม่เสียดายแล้วว่า เราได้ทำในสิ่งที่คุ้มค่า ได้ภาวนา ได้รับรู้ความเมตตา ความบริสุทธิ และปัญญาอันลึกซึ้ง
ขอกราบพระรัตนไตรด้วยเศียรเกล้า _/\_ _/\_ _/\_ กราบ กราบ กราบ

Sunday, May 23, 2010

เรื่องส่วนตัว


ธรรมชาติมีกลไกปกป้องตนเอง สิ่งต่างๆ ในโลกเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย ถึงวันนึง ก็ต้องเป็นทุกขัง ทนอยู่ในสภาวะเดิมๆ ไม่ได้ มันต้องเปลี่ยน แต่เรายอมรับกับการเปลี่ยนไม่ได้ เราจึงมีความทุกข์ ซึ่งแท้ๆ มันก็คือความทุกข์ที่อยู่กับกายใจ หรือกายใจเรานี้เองแหละเป็นทุกข์
วันนี้สังคมเกิดเรื่องราวมากมาย ความแตกแยก การทำลายล้างผลาญกัน แต่เราก็มีความคิดเห็นที่เป็นเรื่องส่วนตัวของเรา อยากให้ความเมตตาบังเกิดกับทุกคน แม้มันจะยาก แต่ก็ควรมี ควรเป็น กำลังของความเมตตาของเรามันน้อย ความสามารถของเราก็น้อย แม้ตัวเองอยู่ในขั้นวิกฤตของชีวิตเหมือนกัน แต่ก็ยังรู้สึกอยู่ได้สบายกับการภาวนาที่ไม่ได้มุ่งหวังอะไร (อันนี้ก็ต้องบอกตัวเองบ่อยๆ เพราะชอบเผลอจะไปหวัง เผลอจะหนีทุกข์) ก็เหมือนเดิมว่า แม้จะเกิดปัญหาอะไร ก็แก้ไปได้เท่าที่สติปัญญาจะมีเท่านั้น แม้จะเศร้าโศกเสียใจกับสิ่งรอบข้างบ้าง ก็ต้องเป็น เพราะเหตุปัจจัยมันมีให้เป็น จะรู้สึกเฉยๆ ก็แปลว่า นั่นเรากดมันไว้แล้ว เพราะข้างนอกมีควันไฟที่เขาเผา มีเสียงปืนที่รัวยิงใกล้แค่หน้าบ้าน ข่าวและความเงียบที่บ่งบอกถึงการปิดประตูตีแมว ความรู้สึกสงสาร พร้อมโทสะบังเกิด เพราะเราได้แต่นั่งนิ่งเงียบอยู่ในที่พักได้อย่างเดียว ทำไม่ได้แม้แต่จะพูดขอให้ทุกคนเมตตากัน เพราะเขาตอบมาว่า "ไม่ได้" ต่างฝ่ายต่างเห็นกันเป็นศัตรู ไม่เป็นไร แล้วมันก็จะผ่านไปเหมือนเรื่องอื่นๆ หลวงพ่อบอกว่า ปัญหากับทุกข์นั้น คนภาวนาแยกมันออกจากกันได้ มีปัญหาก็แก้กันไป (เท่าที่สามารถ) ความทุกข์เป็นเรื่องภาวนาที่เราต้องเรียนรู้ด้วยตนเองเท่านั้น จนกว่า......จะพ้นทุกข์

Friday, April 30, 2010

บันทึก ३० เมษา 53


วันนี้เป็นอีกวันที่ไปกราบหลวงพ่อ ด้วยอาการคนปางตาย แต่ภายนอกคงไม่มีใครรู้หรอกว่า เรากำลังรู้สึกแย่ขนาดไหน พอคุณหลิวส่งการบ้าน หลวงพ่อเทศน์ให้ถึงตอนที่ว่า เราต้องเพียรพยายามอย่างหนัก แบบหลังชนฝา นั่นแหละ ถึงจะได้เรื่อง เรารู้สึกตอบท่านในใจว่า มันถึงขนาดต้องเอาชีวิตเข้ากันเลย มันสะท้อนใจ น้ำตาแอบไหล เพราะจริงๆ รู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก มันจะหลังชนฝาหรือป่าวไม่รู้ รู้แต่ว่าทุกข์จริงๆ ทุกข์สาหัส ทั้งๆ ที่ตลอดเวลาที่ภาวนามานั้น รู้สึกว่า มันง่าย เพราะมันง่ายจริงๆ เวลารู้สึกตัว เวลาภาวนาได้ถูกต้อง มันง่ายดาย เห็นกิเลสที่ดับไป เห็นจิตที่ผ่องใส แต่หลวงพ่อบอกว่า เราไม่ได้เอาอะไรจากการภาวนา ยิ่งคุณแมวส่งการบ้าน หลวงพ่อก็บอกว่า เพราะเรายังอยากได้ผล มันโดนเราหมดแหละ ทั้งสุขและทุกข์อยู่ด้วยกัน บอกไม่ถูก ใจนึงก็เบิกบานใจธรรม แต่ใจนึงก็สลดหดหู่ กับสภาวะที่กำลังเผชิญ ปัญหาก็บีบจนเรามองหาทางออกอะไรไม่ได้ คับแค้นใจตัวเอง ที่นึกว่าจะไปรอด แต่จริงๆ มันไปไม่รอด มันรอแต่วันพรุ่งนี้ที่จะล่มจมลงไปเท่านั้น มันทุกข์จนไม่อยากจะบอก จะพูดอะไรออกมาได้ ที่จริงก็ไม่ได้กะจะบันทึกเลยวันนี้ แต่เผอิญเปิดมาเจอ ก็จดไว้ละกัน

Sunday, March 28, 2010

บุญบารมี


ข้อความในบล๊อคนี้ ไม่ใช่บทความที่เขียนขึ้น แบบนักเขียน ไม่มีแบบฉบับ ไม่มีพล๊อตเรื่อง ไม่มีต้นไม่มีปลาย มีแต่บันทึก ที่เป็น บันทึกธรรม ตอนทำบล๊อคอันนี้ครั้งแรกเคยเกริ่นนำแล้วว่า เหตุที่ทำ เพราะหลวงพ่อมนตรีเคยบอกเราว่า ควรบันทึกข้อธรรมที่เราปฏิบัติพบเห็นได้มาไว้ เผื่อให้ตัวเองได้ศึกษาดูความก้าวหน้า หรือความเข้าใจในหลักธรรม รวมทั้งการปฏิบัติของตัวเอง แต่การจดบันทึกที่แรกๆ จดไว้ในสมุด หลายๆ เล่ม ไม่ได้อยู่ในที่เดียว เห็นว่าไม่ดีแน่ เพราะสุดท้าย ตัวเองก็หาไม่เจอ ไม่ได้อ่าน แต่อาศัยที่เราอยู่ในยุคนี้ ที่มีบล๊อคให้ประโยชน์ เลยนำมาเขียนรวมไว้ที่นี่แทน ซึ่งก็เพิ่งเริ่มเขียนใหม่ ตามวันเวลา ในบล๊อคนี้แหละ และอีกประการนึงก็คือ บล๊อคนี้ไม่ได้มีไว้ให้คนทั่วไปอ่าน คือไม่ได้ไปกล่าวแจ้งในที่สาธารณะทั่วไป แต่ก็ไม่ได้ปิดกั้นไม่ให้ใครเข้ามาอ่าน เรียกว่า ทำแบบธรรมะจัดสรร แต่ถ้าใครจะมาถามเรื่องการภาวนาของเรา ขี้เกียจเล่า ก็ให้เขามาอ่านเองที่นี่ เท่านั้นเอง


ช่วงนึงที่ผ่านมา และหลายๆ ช่วงที่การบันทึกหายไป เพราะตั้งใจจะภาวนามากกว่า และพบว่า บางครั้ง มันก็เป็นวิปัสสนู ที่เกิดอยากจะพูด จะเขียนธรรมะ (ซึ่งจริงๆ แล้ว ช่วงที่เป็นอย่างนั้นจริงๆ จะพบว่า ตัวเองพูดธรรมะอยู่ตลอดเวลาในใจ แตกฉานมากมาย ไม่รู้ว่าไปเอามาจากไหน มีแต่ธรรมะหลั่งไหล เห็นอะไรเป็นธรรมหมด แจกแจงได้หมด ดีที่ เรามีครูบาอาจารย์ดี เคยเรียนหลวงพ่อ ท่านก็บอกว่า มันฟุ้งในธรรม ดูมันไป) หลายต่อหลายครั้ง หลวงพ่อเคยสอนให้อยู่กับตัวเองให้มาก อย่าสอนคนอื่น เพราะถ้าเป็นครูบาอาจารย์แล้ว มันเหมือนขี่หลังเสือ ลงไม่ได้ นั่นคือ มานะอัตตาเราจะยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก แทนที่จะละ กับเพิ่มพูน เราก็พิจารณาตลอด และตั้งใจไว้เสมอว่า จะไม่สอนใคร อย่างดีก็แค่เป็นเพื่อนคุย ที่คุยได้แต่เฉพาะประสบการณ์ตรงของตัวเองเท่านั้น


แต่การที่เราปิดกั้นตัวเองมากไป มันเกินเลยไปทำให้จิตใจมันแช่มชื่นในธรรม ได้มีโอกาสพบกับอ.ณรงค์ศักดิ์ ท่านก็ทักว่า ขาดบุญบารมี ตอนนั้นจิตมันพิจารณาทันทีว่าคืออะไร และเห็นการที่เราเพิกเฉยต่อการช่วยเหลือผู้คน ทำตัวห่างจากคนโดยจงใจ ขณะเดียวนั้นเองก็นึกได้ว่า หลวงพ่อท่านแนะ แต่ท่านไม่เคยห้าม ท่านเคยบอกด้วยซ้ำไปว่า ทำทุกอย่างไปตามปกติแต่เพิ่มสติความรู้ตัวเข้าไปเท่านั้น ให้เท่าทันกิเลส อย่าถูกมันครอบงำเท่านั้นเอง พอนึกได้เท่านั้น จิตใจก็แช่มชื่นเบิกบาน อ।ณรงค์ศักดิ์ ท่านบอกว่า จิตเราสว่างทั่วห้องเลยขณะนั้น ทำให้เข้าใจว่า อันนี้แหละ สิ่งที่เราเคยทำ และตั้งใจจะทำ ก็ต้องทำต่อไป เราไม่วุ่นวาย เราไม่คลุกคลีหมู่คณะ แต่เรายินดีที่จะช่วยเหลือผู้คนที่ต้องการความช่วยเหลือจากเรา แม้แต่เพียงเพื่อให้เขาเกิดศรัทธาในพุทธศาสนา ศรัทธาในการปฏิบัติต่อไป เพียงเท่านี้แหละ นี่คือวิธีสร้างบุญบารมีของเรา เพื่อจิตใจที่แช่มชื่นเบิกบาน เพื่อการภาวนาต่อไปของเรานั่นเอง